วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

ปรัญญาทางการศึกษาการพัฒนาหลักสูตร

พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านปรัชญาด้านจิตวิทยาและด้านสังคม
(Social Foundation of Curriculum)

พื้นฐานทางด้านปรัชญาการศึกษา
                ในวงการศึกษาปรัชญาได้เข้ามามีบทสําคัญต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะปรัชญาการศึกษา ซึ่งหมายถึงอุดมคติ อุดมการณ์อันสูงสุดซึ่งยึดเป็นหลักในการจัดการศึกษามีบทบาทในการเป็นแม่บทเป็นต้นกําเนิดความคิดในการกําหนดความมุ่งหมายของการศึกษา และเป็นแนวทางในการจัดการศึกษา ตลอดจนกระบวนการในการเรียนการสอน   ดังนั้นในการจัดการศึกษาโดยเฉพาะระดับประเทศปรัชญาการศึกษาจึงมีความสําคัญมาก    เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยกําหนดทิศทางในการจัดการศึกษา ช่วยกําหนดหลักการและ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร รวมทั้งสิ่งอื่นที่จะตามมาคือ การเลือกเนื้อหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผลเป็นต้น ปรัชญาการศึกษาต่าง ๆ มีดังนี้
                – ปรัชญาสารัตถนิยมหรือสาระนิยม (essentialism) เป็นปรัชญาที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาทั่วไปสาขาจิตนิยม (idealism) และสัจนิยม (realism) ถือว่าบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเป็นเครื่องมือของสังคม บุคคลต้องอุทิศตนเพื่อสังคม สะสมมรดกของสังคม และสืบทอดวัฒนธรรมของสังคมให้คงอยู่ต่อไป การจัดการศึกษาตามแนวคิดนี้จึงมีลักษณะเป็นการถ่ายทอด และอนุรักษ์วัฒนธรรมของสังคมเพราะเห็นว่า สิ่งที่นํามาสอนนั้น ดีงาม ถูกต้อง และกลั่นกรองมาดีแล้วเนื้อหาวิชาที่นํามาสอนจะเป็นการเตรียมผู้เรียนให้มีชีวิตที่ดี เช่น การอ่าน การเขียน เลขคณิต  ประวัติศาสตร์วรรณคดี ปรัชญาศาสนา เป็นต้น เนื้อหาเรียงลําดับจากง่ายไปสู่สิ่งที่ซับซ้อน จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม การจัดการเรียนรู้ยึดครูผู้สอนเป็นศูนย์กลาง เน้นการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียน รับรู้และจํา คํานึงถึง เนื้อหาสาระมากกว่าความแตกต่างระหว่างบุคคล วิธีสอนที่ใช้มากคือการบรรยายหรือการพูดของครู ผู้เรียนต้องอยู่ในระเบียบวินัยจนสามารถทําสิ่งต่าง ๆ ได้ การประเมินผลเน้นด้านความรู้
                – ปรัชญานิรันตรนิยม (parennialism) ปรัชญานี้มีความเชื่อว่า สิ่งที่มีความคงทนถาวร ย่อมเป็นสิ่งที่ดีงามเป็นจริงมากกว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้   การจัดการศึกษาจึงควรให้เรียนในสิ่งที่ดีงาม มั่นคง มีเสถียรภาพ เนื้อหาวิชาที่เรียนจะเป็นวิชาที่พัฒนาเชาวน์ปัญญาและจิตใจ เช่น วิทยาศาสตร์  ตรรกศาสตร์ ภาษาศาสตร์ วรรณคดี ไวทยากรณ์ศิลปะการพูด คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และดนตรี ถือเป็นความสําคัญของมนุษย์และเตรียมตัว  เพื่อการดํารงชีวิตการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทุกคนเรียนเหมือนกันหมด วิธีสอนใช้การฝึกฝนทางปัญญา เช่น การอ่าน การเขียน การฝึกทักษะ  การท่องจํา การคํานวณ และการถามตอบ
                – ปรัชญาพิพัฒนาการนิยม หรือ ปรัชญาพิพัฒนนิยม หรือ ปรัชญาวิวัฒนาการนิยม (progressivism) ปรัชญาการศึกษานี้ถือว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือของสังคมในการถ่ายทอดวัฒนธรรมแก่ชนรุ่นหลัง มีความเชื่อว่าการศึกษาเป็นชีวิตมากกว่าเป็นการเตรียมตัวเพื่อชีวิต และส่งเสริมวิธีการแบบประชาธิปไตย การจัดการศึกษาตามแนวนี้จะมุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้าน เน้นการปฏิบัติจริง และความสัมพันธ์กับสภาพจริง การจัดการเรียนรู้ยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง กระบวนการจัดการเรียนร้มีหลายลักษณะยึดหลักความสนใจของผู้เรียนที่จะแก่ปัญหาสังคมต่าง ๆ วิธีการใช้มากคือการทําโครงการการอภิปรายกลุ่มและการแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล
                – ปรัชญาอัตนิยม หรือปรัชญาอัตถิภาวนิยม หรือปรัชญาสวภาพนิยม (existentialism) ปรัชญานี้มีความเชื่อว่า ธรรมชาติของคน สภาพแวดล้อมทางสังคมเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ทุกคนสามารถกําหนดชีวิตของตนเองจึงเน้นการอยู่เพื่อปัจจุบัน การปรับตัวให้เข้ากับสภาพของสังคม เผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ได้อยู่อย่างมีความสุขการจัดการศึกษาจึงให้ ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้ การตัดสินใจ สอนให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง มีเสรีภาพในการเรียน และเลือกเรียนมีความรับผิดชอบในตนเอง ครูผู้สอนเป็นเพียงผู้ชี้แนะแนวทาง การจัดการเรียนรู้เน้นพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคน วิชาที่เรียนเป็นวิชาที่พัฒนาความสามารถของบุคคลเฉพาะลงไปเช่นศิลปะปรัชญาวรรณคดีการเขียนการละครเป็นต้น
                – ปรัชญาปฏิรูปนิยม (reconstructionism) ปรัชญานี้มีความเชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแลงสังคมโดยตรง เน้นการจัดการศึกษาเพื่อสร้างสังคมให้ดี รู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคม ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม อนาคตเป็นศูนย์กลาง มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถและทัศนคติที่จะออกไปปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น เนื้อหาวิชาเน้นหนักในหมวดสังคมศึกษา ด้านพฤติกรรมศาสตร์ อิทธิพลของชุมชนการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนสํารวจความสนใจและความต้องการของตนเองใช้วิธีสอนแบบให้ผู้เรียนค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองเน้นการอภิปรายการแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาของสังคม พร้อมให้ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปสังคมด้วย ตารางสอนจัดแบบยืดหยุ่น

พื้นฐานทางด้านจิตวิทยา
        ในการจัดทําหลักสูตรนั้นนักพัฒนาหลักสูตรต้องคํานึงอยู่เสมอว่าต้องพยายามจัดหลักสูตรให้สนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียนอย่างแท้จริง ด้วยการศึกษาข้อมูล พื้นฐานเกี่ยวกบตัวผู้เรียนว่าผู้เรียนเป็นใคร มีความต้องการและความสนใจอะไร มีพฤติกรรมอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตวิทยาทั้งสิ้น ดังนั้นข้อมูลพื้นฐานทางด้านจิตวิทยาจึงเป็นส่วนสําคัญที่นักพัฒนาหลักสูตรจะละเลยมิได้ในการนํามาวางรากฐานหลักสูตร เช่น การกําหนดจุดมุ่งหมายหลักสูตร การกําหนดเนื้อหาวิชา และการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ได้หลักสูตรที่เหมาะสม ที่สุดนักพัฒนาหลักสูตรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของจิตวิทยา โดยเฉพาะ จิตวิทยาพัฒนาการ(developmental psychology) และจิตวิทยาการเรียนรู้ (psychology of learning) ซึ่งจิตวิทยาทั้ง 2 สาขานี้จะเกี่ยวข้องกับการจัดทําหลักสูตรโดยตรง นอกจากนี้ นักพัฒนาหลักสูตรยังให้ความสําคัญกับจิตวิทยาทั่วไป (generalpsychology)ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน   จิตวิทยาพัฒนาการกับการพัฒนาหลักสูตรจิตวิทยาพัฒนาการจะบอกถึงพัฒนาการของมนุษย์ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และเชาวน์ปัญญา ทําให้ทราบถึงความสามารถ ความสนใจ ความต้องการ เจตคติ และศักยภาพด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันของผู้เรียนแต่ละคนองค์ประกอบของพัฒนาการของมนุษย์มี 2 ประการคือ
                        1. วุฒิภาวะ (maturity) หมายถึง กระบวนของความเจริญเติบโตสูงสุดของอินทรีย์ในร่างกายที่ทําให้เกิด     ความพร้อมที่จะทํากิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะนั้นโดยไม่ต้องอาศัยการฝึกฝนหรือเรียนรู้ใด ๆ หรือ            เป็นไปโดธรรมชาติ
                        2. การเรียนรู้ (learning) เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็นผลมาจาก ประสบการณ์ การเรียนรู้อาจ      เกิดขึ้น   ด้วยการจูงใจ หรืออาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจก็ได้พัฒนาการและการเจริญเติบโตของมนุษย์ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ
                        1. พัฒนาการทางด้านร่างกาย (physical development) เป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านโครงสร้างทั้งขนาด รูปร่าง และการทํางานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย
                        2. พัฒนาการทางด้านสติปิญญา (mental development) เป็นความเจริญงอกงามที่บ่งบอกถึงการเพิ่มพูนความสามารถในประกอบกิจกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ และรวบรวมความรู้ความเข้าใจไว้เป็นหมวดหมู่ เป็น   พัฒนาการทางด้านความคิด ความจํา และความเข้าใจการวางหลักสูตรต้องกําหนดเนื้อหาวิชาให้เป็นลําดับจากง่ายไปสู่เนื้อหาที่ซับซ้อนขึ้นสอดคล้องกับลําดับขั้พัฒนา การด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนและคํานึงถึงวุฒิภาวะและความพร้อมของผู้เรียน

        จิตวิทยาการเรียนรู้กับการพัฒนาหลักสูตร จิตวิทยาการเรียนรู้จะบอกถึงธรรมชาติของการเรียนรู้ การเกิดการเรียนรู้และปัจจัยทางจิตวิทยาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ สามารถนําไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแนวคิดของนักจิตวิทยาที่เกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้มี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกัน ดังนี้
                1. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มความรู้นิยมหรือปัญญานิยม (cognitivist theory)
                2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม (humanist theory) หรือกลุ่มแรงจูงใจ (motivation theory)
                3. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (behaviorist theory)

1. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มความรู้นิยมหรือปัญญานิยม (cognitivist theory)
                นักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิยมให้ความสนใจในการศึกษาปัจจัยภายในตัวบุคคลที่เรียกว่าโครงสร้างทางปัญญา (cognitive structure) ที่มีผลต่อความจํา การรับรู้และการแก้ปัญหาของบุคคล นักจิตวิทยากลุ่มนี้มีความเชื่อว่าการกระทําต่าง ๆ ของบุคคลนั้นเกิดขึ้นจากตัวบุคคลนั้นเองไม่ใช่ เกิดจากเงื่อนไข บุคคลเป็นผู้กระทํา สภาพแวดล้อมที่จะทําให้บุคคลเรียนรู้ได้ดีนั้นจะต้องเป็นสภาพแวดล้อมที่บุคคลรับรู้และมีความหมายต่อบุคคลเท่านั้น อีกทั้งสิ่งใดที่บุคคลได้เรียนรู้มาก่อนจะมีผลต่อการเรียนรู้ในปัจจุบัน ดังนั้น นักจิตวิทยากลุ่มนี้ให้ความสนใจต่อสิ่งที่บุคคลได้เรียนรู้มาแล้ว เพื่อจะได้จัดประสบการณ์ที่มีความหมายเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพตัวอย่างนักจิตวิทยากลุ่มนี้ เช่น เกสตอลส์ (Gestalt) วิลเลี่ยม เจม (William Jame) จอห์น ดิวอี้ (JohnDewey) เอดวาร์ด โทลแมน (Edword Tolman)พีอาเจต์ (Piaget) และบูรเนอร์ (Burner)

2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม (humanist theory) หรือกลุ่มแรงจูงใจ (motivation theory)
                นักจิตวิทยากลุ่มนี้คํานึงถึงความเป็นคนของคน มองธรรมชาติของมนุษย์ในลักษณะว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดี มนุษย์เป็นผู้ที่มีอิสระสามารถนําตนเองและพึ่งตนเองไดเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ทําประโยชน์ให้สังคม มีอิสระที่จะเลือกทําสิ่งต่าง ๆ ยึดการเรียนรู้จากแรงจูงใจเป็นหลัก นักจิตวิทยากลุ่มนี้ไม่ยอมรับว่าการเรียนรู้เกิดจากการกําหนดเงื่อนไขและกลไกต่าง ๆ แต่เขาให้ความสนใจในลักษณะเฉพาะซึ่งเป็นลักษณะของปัจเจกบุคคลโดยเน้นสิ่งที่เรียกว่าตัวตน (self)
ตลอดจนความมีอิสรภาพการที่ บุคคลได้มีโอกาสเลือก การกําหนดด้วยตนเอง (self determinism) และการเจริญงอกงามส่วนตน (growth) ซึ่งลักษณะของการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มนี้จะเน้นที่เด็กเป็นศูนย์กลาง (child – centered) นักจิตวิทยากลุ่มนี้ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ซึ่งมีอิทธิพลในการจัดการเรียนรู้คือโรเจอร์(Rogers) และมาสโลว์ (Maslow)

3. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (behaviorist theory)
                นักจิตวิทยากลุ่มนี้เน้นที่การศึกษาพฤติกรรมของบุคคลที่สามรรถสังเกตเห็นได้เป็นหลัก โดยมีความเชื่อว่าปัจจัยหลักที่มีผลต่อพฤติกรมของมนุษย์นั้นน่าจะมาจากสิ่งเร้าในสภาพแวดล้อม นั่นคือ ถ้าครูสามารถจัดสิ่งเร้าในสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมแล้วก็จะสามารถทําให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยมที่มีการกล่าวถึงเสมอคือ  วัตสัน (Watson) กาเย่ (Gagne) สกินเนอร์ (Skinner) พาฟลอฟ (Parlor) ธอนร์นไดค์(Thorndike)และกัททรี (Guthrie)
ข้อมูลทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้จะทําให้ได้แนวคิดในการจัดทําหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียน เช่น
                –  หลักสูตรจะต้องคํานึงถึงการฝึกหัด เพราะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง
                –  จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการแก้ปัญหา การค้นคว้า และวิธีการอื่นๆ ที่ส่งเสริมการหยั่งรู้
                –  หลักสูตรควรมีความยืดหยุ่น โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนบางรายวิชา ตามความถนัดและความสนใจ
                –  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมให้มีสถานที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดการเรียนรู้

                จิตวิทยาทั่วไปกับการพัฒนาหลักสูตร ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาทั่วไปที่นักพัฒนาหลักสูตรจะต้องคํานึงถึงในการพัฒนาหลักสูตร ได้แก่
                1.ความพร้อม (readiness) เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในร่างกายและจิตใจที่สามารถพัฒนาขึ้นได้จากการจัดประสบการณ์และสิ่งแวดล้อม
                2.เจตคติ (attitude) หมายถึง ท่าทีที่บุคคลมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะสังเกตได้จากการแสดงออก ท่าทาง คําพูด
                3.แรงจูงใจ (motive) และการจูงใจ (motivation) แรงจูงใจช่วยส่งเสริมให้ทํางาน จนสําเร็จ และนําพฤติกรรมของตนไปให้ตรงทิศทางส่วนการจูงใจกับวิธีการชักจูงให้บุคคลกระทําอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ชักจูงต้องการ
                 4.การถ่ายโยงการเรียนรู้ (transfer of learning) เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่นําไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และนําผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจําวัน การถ่ายโยงการเรียนรู้เกิดจากความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เรียนมา เจตคติที่จะรับรู้ต่อไปประกอบกับทักษะของการฝึกฝนสิ่งที่กําลัง เรียนรู้อยู่จนเกิดความเข้าใจใหม่
                5.การจํา การลืม การคิด (memory, forget, thinking) การจํา หมายถึง ความสามารถทางสมองที่จะเก็บหรือคงที่สิ่งที่ได้เรียนรู้ไว้นานในช่วงเวลาที่ควรจํา การลืม หมายถึง การไม่รักษาความจําไว้ได้ ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว การคิด เป็นกระบวนการสร้างภาพให้ปรากฏขึ้นในสมอง ซึ่งบางครั้งอาจต่อเนื่องมาจากความจําข้อมูลทางด้านจิตวิทยาทั่วไป จะทําให้ได้แนวคิดในการจัดทําหลักสูตรที่เหมาะสม กับ ผู้เรียน เช่น การกําหนดเนื้อหาในวิชาทักษะต้องยึดหลักความพร้อม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น